Thep Excel

481 functions

STANDARDIZE คำนวณค่า Z-Score ซึ่งแสดงว่าค่านั้นอยู่ห่างจากค่าเฉลี่ยกี่เท่าของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้ในการทำให้ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ อยู่บนสเกลเดียวกันได้

Syntax
=STANDARDIZE(x, mean, standard_dev)

STDEV.S คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ของข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้สูตร n-1 เพื่อประมาณค่าของประชากรทั้งหมด

Syntax
=STDEV.S(number1, [number2], ...)

STDEVA คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ของกลุ่มตัวอย่าง โดย 'รวม' ข้อความและค่าตรรกะในการคำนวณด้วย (ส่วน STDEV.S จะข้ามข้อความไป)

Syntax
=STDEVA(value1, [value2], ...)

คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของข้อมูลประชากรทั้งหมด เป็นฟังก์ชันรุ่นเก่าที่ถูกแทนที่ด้วย STDEV.P แล้ว

Syntax
=STDEVP(number1, [number2], ...)

STDEVPA คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของประชากรทั้งหมด โดยจะรวมข้อความและค่าตรรกะในการคำนวณด้วย (Text = 0, TRUE = 1, FALSE = 0) ต่างจาก STDEV.P ที่จะไม่นับข้อความและตรรกะ

Syntax
=STDEVPA(value1, [value2], ...)

SUBSTITUTE จะค้นหาคำเก่า (old_text) ในข้อความ แล้วแทนที่ด้วยคำใหม่ (new_text) โดยจะแยกแยะตัวพิมพ์เล็ก-ใหญ่ (Case-sensitive) สามารถเลือกได้ว่าจะแทนที่ทุกคำที่เจอ หรือแทนที่เฉพาะลำดับที่ระบุ (เช่น เปลี่ยนเฉพาะคำแรก)

Syntax
=SUBSTITUTE(text, old_text, new_text, [instance_num])

SUM รวมเฉพาะข้อมูลที่มี Data Type เป็นตัวเลข (Number) เท่านั้น ไม่สนใจข้อความและค่า Logic ทำให้ไม่ต้องกลัวว่าจะรวมข้อมูลผิดถ้ามีข้อความปนอยู่ในช่วง รองรับสูงสุด 255 พารามิเตอร์ และอัปเดตอัตโนมัติเมื่อข้อมูลเปลี่ยน เป็นฟังก์ชันพื้นฐานที่ใช้บ่อยที่สุดในงาน Excel

Syntax
=SUM(number1, [number2], ...)

SUMIF จะทำการบวกตัวเลขในเซลล์ที่ตรงตามเงื่อนไขที่ระบุ (1 เงื่อนไข) โดยสามารถตรวจสอบเงื่อนไขจากช่วงข้อมูลหนึ่ง (range) แล้วไปบวกตัวเลขในอีกช่วงข้อมูลหนึ่ง (sum_range) ได้ หรือจะตรวจสอบและบวกในช่วงเดียวกันก็ได้ ที่เจ๋งคือมันทำงานได้เร็วกว่า SUMPRODUCT หรือ Array Formula มาก เลยเป็นตัวเลือกแรกสำหรับการรวมค่าแบบมีเงื่อนไขครับ

Syntax
=SUMIF(range, criteria, [sum_range])

SUMIFS บวกค่าจาก sum_range เฉพาะแถวที่ตรงตามเงื่อนไขทุกข้อพร้อมกัน (AND logic) รองรับได้สูงสุด 127 คู่เงื่อนไข สามารถใช้ comparison operators (>, =, <=, ), wildcard characters (*, ?), และ cell references ใน criteria ได้ เหมาะสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลแบบ multi-dimensional filtering เช่น รายงานยอดขายตามภูมิภาค ช่วงเวลา และสถานะพร้อมกัน โดยไม่ต้องใช้ helper columns หรือฟังก์ชันซ้อนซับซ้อน

Syntax
=SUMIFS(sum_range, criteria_range1, criteria1, [criteria_range2, criteria2], ...)

SUMX2MY2 คำนวณผลรวมของผลต่างกำลังสอง (x² – y²) จากสองช่วงข้อมูล เหมาะสำหรับการเปรียบเทียบสถิติและวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างข้อมูลคู่

Syntax
=SUMX2MY2(array_x, array_y)

SWITCH ประเมินนิพจน์หรือค่าหนึ่งค่า แล้วเปรียบเทียบกับรายการค่าที่กำหนดตามลำดับ เมื่อพบค่าที่ตรงกันจะส่งคืนผลลัพธ์ที่เชื่อมโยงทันที หากไม่ตรงกับค่าใดเลยสามารถกำหนด default value ได้ เหมาะสำหรับแทนที่ nested IF หลายชั้นด้วยไวยากรณ์ที่อ่านง่ายกว่ามาก

Syntax
=SWITCH(expression, value1, result1, [value2, result2], ..., [default])

ฟังก์ชัน SYD ใช้คำนวณค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์โดยใช้วิธีผลรวมจำนวนปี (Sum-of-Years' Digits) ซึ่งเป็นวิธีการเสื่อมราคาแบบเร่งที่ให้ค่าเสื่อมมากในปีแรกและลดลงทีละน้อยตามที่สินทรัพย์เก่าลง

Syntax
=SYD(cost, salvage, life, per)

T.DIST หาค่าความน่าจะเป็นของการแจกแจงแบบ t (Student's t-distribution) หางซ้าย ใช้สำหรับการทดสอบสมมติฐานกับกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก

Syntax
=T.DIST(x, deg_freedom, cumulative)

ฟังก์ชัน T.DIST.RT ใช้คำนวณความน่าจะเป็นของการแจกแจง t-distribution ทางด้านขวา (right-tailed) สำหรับการทดสอบสมมติฐานด้วยตัวอย่างขนาดเล็ก

Syntax
=T.DIST.RT(x, deg_freedom)

T.INV ใช้หาค่า t-value จากความน่าจะเป็นและองศาอิสระ ฟังก์ชันนี้ช่วยสร้างช่วงความเชื่อมั่น (confidence interval) หรือทดสอบสมมติฐาน โดยทำงานกับหางซ้ายของการแจกแจง t

Syntax
=T.INV(probability, deg_freedom)

ฟังก์ชัน TAN ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณค่า Tangent ของมุมที่ระบุ โดยมุมจะต้องอยู่ในหน่วยเรเดียน เป็นฟังก์ชันตรีโกณมิติพื้นฐานที่ใช้ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และวิศวกรรม

Syntax
=TAN(number)

ฟังก์ชัน TANH ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณค่า Hyperbolic Tangent ของจำนวนจริง โดยค่า Hyperbolic Tangent (tanh) คือฟังก์ชันที่เกี่ยวข้องกับฟังก์ชันตรีโกณมิติ แต่ถูกกำหนดโดยใช้ไฮเพอร์โบลา เหมาะสำหรับใช้ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์ระดับสูง.

Syntax
=TANH(number)

TBILLYIELD คำนวณผลตอบแทน (Yield) ของตั๋วเงินคลังในรูปแบบเปอร์เซ็นต์ต่อปี โดยอ้างอิงจากวันซื้อ วันครบกำหนด และราคาซื้อ

Syntax
=TBILLYIELD(settlement, maturity, pr)

คำนวณค่าความน่าจะเป็นของ Student's t-distribution สำหรับการทดสอบสมมติฐาน ใช้กับ Excel เวอร์ชันเก่าก่อนที่จะมี T.DIST และ T.DIST.2T เข้ามาแทนที่

Syntax
=TDIST(x, deg_freedom, tails)

TEXT ใช้รหัสรูปแบบ (Format Codes) เช่น "dd/mm/yyyy" สำหรับวันที่ หรือ "#,##0.00" สำหรับตัวเลขมีทศนิยม ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นข้อความ (Text) เสมอ ไม่สามารถนำไปคำนวณต่อได้

Syntax
=TEXT(value, format_text)

TEXTJOIN ช่วยรวมข้อความจากหลายแหล่งเข้าด้วยกันเป็นข้อความเดียว โดยมีตัวคั่นคั่นระหว่างข้อความแต่ละส่วน เช่น คอมม่า เครื่องหมายขีด หรือการขึ้นบรรทัดใหม่.สามารถนำมาใช้กับข้อความที่อยู่ในเซลล์เดี่ยวๆ หรือช่วงเซลล์ (Range) ก็ได้ และสามารถเลือกข้ามเซลล์ว่างได้ด้วยพารามิเตอร์ ignore_empty ทำให้ไม่ต้องมาจัดการเซลล์ว่างด้วยตนเอง 💡

Syntax
=TEXTJOIN(delimiter, ignore_empty, text1, [text2], ...)

TIME สร้างค่าเวลา (Time Serial) จากส่วนประกอบ ชั่วโมง นาที และวินาที แตกต่างจาก TIMEVALUE ที่อ่านเวลาจากข้อความ TIME ใช้ตัวเลขแยกจากกัน มีประโยชน์สำหรับการสร้างเวลาแบบไดนามิก

Syntax
=TIME(hour, minute, second)

TODAY คืนค่า Serial Number ของวันที่ปัจจุบันตามเวลาของเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยเวลาจะเป็น 0:00:00 เสมอ.ที่เจ๋งคือฟังก์ชันนี้เป็นประเภท Volatile ที่จะคำนวณใหม่ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในชีท ที่ต้องระวังคือไม่เหมาะกับการบันทึกวันที่ทำรายการ (Transaction Date) ที่ต้องการให้คงที่ครับ เพราะมันจะเปลี่ยนทุกครั้งที่เปิดไฟล์

Syntax
=TODAY()

TREND ใช้หา linear regression line (เส้นตรงที่ลดความเบี่ยงเบนของข้อมูล) เพื่อพยากรณ์ค่า Y ในอนาคตจากข้อมูลเดิม หรือสร้างค่า fitted line สำหรับกราฟแนวโน้ม

Syntax
=TREND(known_y's, [known_x's], [new_x's], [const])

TRIM ลบช่องว่างที่ด้านหน้า ด้านหลัง และลดช่องว่างระหว่างคำให้เหลือเพียงเคาะเดียว เหมาะสำหรับทำความสะอาดข้อมูลที่ Copy จากเว็บหรือระบบอื่น

Syntax
=TRIM(text)

TRUE คืนค่าบูลีน TRUE ซึ่งมีค่าตัวเลขเท่ากับ 1 ใช้เป็น fundamental building block ในการสร้าง logical formulas ร่วมกับ IF, AND, OR, NOT.ใน Excel สมัยใหม่สามารถพิมพ์ TRUE โดยตรงได้โดยไม่ต้องใช้ =TRUE() ทั้งสองวิธีให้ผลเหมือนกัน.ที่เจ๋งคือฟังก์ชันนี้มีประโยชน์สำหรับการนับจำนวนเงื่อนไขที่เป็นจริง การแปลง Boolean เป็นตัวเลข และการสร้าง formula switches นะครับ

Syntax
=TRUE()

คำนวณค่า p-value ของ Student's t-test เพื่อทดสอบว่าค่าเฉลี่ยของข้อมูลสองชุดแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ (ฟังก์ชันรุ่นเก่า แนะนำให้ใช้ T.TEST แทน)

Syntax
=TTEST(array1, array2, tails, type)

UNIQUE เป็น Dynamic Array Function ที่คืนค่าที่ไม่ซ้ำจาก Array โดยสามารถตรวจซ้ำตามแถวหรือคอลัมน์ (by_col) และเลือกคืนเฉพาะค่าที่พบครั้งเดียว (exactly_once) ผลลัพธ์เป็น Spill Range ที่อัปเดตอัตโนมัติ ใช้ร่วมกับ SORT FILTER COUNTIF เพื่อสร้างรายงานไดนามิกและ dropdown ที่อัปเดตเอง

Syntax
=UNIQUE(array, [by_col], [exactly_once])

UPPER เปลี่ยนข้อความให้เป็นตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด (เช่น "excel" -> "EXCEL") มักใช้ในการจัดรูปแบบข้อมูลให้เป็นมาตรฐานเดียวกันก่อนนำไปเปรียบเทียบหรือค้นหา (Lookup)

Syntax
=UPPER(text)