STANDARDIZE คำนวณค่า Z-Score ซึ่งแสดงว่าค่านั้นอยู่ห่างจากค่าเฉลี่ยกี่เท่าของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้ในการทำให้ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ อยู่บนสเกลเดียวกันได้
Syntax
=STANDARDIZE(x, mean, standard_dev)
STANDARDIZE คำนวณค่า Z-Score ซึ่งแสดงว่าค่านั้นอยู่ห่างจากค่าเฉลี่ยกี่เท่าของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้ในการทำให้ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ อยู่บนสเกลเดียวกันได้
=STANDARDIZE(x, mean, standard_dev)
STDEV คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) สำหรับกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้วิธี n-1
=STDEV(number1, ...)
STDEV.P คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของข้อมูลประชากรทั้งหมด (Population Standard Deviation)
=STDEV.P(number1, [number2], ...)
STDEV.S คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ของข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้สูตร n-1 เพื่อประมาณค่าของประชากรทั้งหมด
=STDEV.S(number1, [number2], ...)
STDEVA คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ของกลุ่มตัวอย่าง โดย 'รวม' ข้อความและค่าตรรกะในการคำนวณด้วย (ส่วน STDEV.S จะข้ามข้อความไป)
=STDEVA(value1, [value2], ...)
คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของข้อมูลประชากรทั้งหมด เป็นฟังก์ชันรุ่นเก่าที่ถูกแทนที่ด้วย STDEV.P แล้ว
=STDEVP(number1, [number2], ...)
STDEVPA คำนวณส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของประชากรทั้งหมด โดยจะรวมข้อความและค่าตรรกะในการคำนวณด้วย (Text = 0, TRUE = 1, FALSE = 0) ต่างจาก STDEV.P ที่จะไม่นับข้อความและตรรกะ
=STDEVPA(value1, [value2], ...)
STEYX หาค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน (Standard Error of Estimate) ของค่า Y ที่พยากรณ์จาก X โดยใช้การถดถอยเชิงเส้น
=STEYX(known_y's, known_x's)
SUBSTITUTE จะค้นหาคำเก่า (old_text) ในข้อความ แล้วแทนที่ด้วยคำใหม่ (new_text) โดยจะแยกแยะตัวพิมพ์เล็ก-ใหญ่ (Case-sensitive) สามารถเลือกได้ว่าจะแทนที่ทุกคำที่เจอ หรือแทนที่เฉพาะลำดับที่ระบุ (เช่น เปลี่ยนเฉพาะคำแรก)
=SUBSTITUTE(text, old_text, new_text, [instance_num])
SUBTOTAL คำนวณผลรวมย่อยหรือสถิติอื่นๆ ที่สามารถ "ตัดแถวซ่อนออก" ได้อัตโนมัติ ต่างจาก SUM ที่รวมทุกอย่าง
=SUBTOTAL(function_num, ref1, [ref2], ...)
SUM รวมเฉพาะข้อมูลที่มี Data Type เป็นตัวเลข (Number) เท่านั้น ไม่สนใจข้อความและค่า Logic ทำให้ไม่ต้องกลัวว่าจะรวมข้อมูลผิดถ้ามีข้อความปนอยู่ในช่วง รองรับสูงสุด 255 พารามิเตอร์ และอัปเดตอัตโนมัติเมื่อข้อมูลเปลี่ยน เป็นฟังก์ชันพื้นฐานที่ใช้บ่อยที่สุดในงาน Excel
=SUM(number1, [number2], ...)
SUMIF จะทำการบวกตัวเลขในเซลล์ที่ตรงตามเงื่อนไขที่ระบุ (1 เงื่อนไข) โดยสามารถตรวจสอบเงื่อนไขจากช่วงข้อมูลหนึ่ง (range) แล้วไปบวกตัวเลขในอีกช่วงข้อมูลหนึ่ง (sum_range) ได้ หรือจะตรวจสอบและบวกในช่วงเดียวกันก็ได้ ที่เจ๋งคือมันทำงานได้เร็วกว่า SUMPRODUCT หรือ Array Formula มาก เลยเป็นตัวเลือกแรกสำหรับการรวมค่าแบบมีเงื่อนไขครับ
=SUMIF(range, criteria, [sum_range])
SUMIFS บวกค่าจาก sum_range เฉพาะแถวที่ตรงตามเงื่อนไขทุกข้อพร้อมกัน (AND logic) รองรับได้สูงสุด 127 คู่เงื่อนไข สามารถใช้ comparison operators (>, =, <=, ), wildcard characters (*, ?), และ cell references ใน criteria ได้ เหมาะสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลแบบ multi-dimensional filtering เช่น รายงานยอดขายตามภูมิภาค ช่วงเวลา และสถานะพร้อมกัน โดยไม่ต้องใช้ helper columns หรือฟังก์ชันซ้อนซับซ้อน
=SUMIFS(sum_range, criteria_range1, criteria1, [criteria_range2, criteria2], ...)
SUMSQ คำนวณผลรวมของกำลังสองของตัวเลข ใช้บ่อยในการวิเคราะห์สถิติและค่าคลาดเคลื่อน
=SUMSQ(number1, [number2], ...)
SUMX2MY2 คำนวณผลรวมของผลต่างกำลังสอง (x² – y²) จากสองช่วงข้อมูล เหมาะสำหรับการเปรียบเทียบสถิติและวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างข้อมูลคู่
=SUMX2MY2(array_x, array_y)
SUMX2PY2 คำนวณ x² + y² สำหรับข้อมูลจับคู่สองชุด แล้วรวมผลทั้งหมด ใช้สำหรับสถิติและการวิเคราะห์ข้อมูล
=SUMX2PY2(array_x, array_y)
SUMXMY2 หาผลรวมของกำลังสองของผลต่าง (Sum of Squares of Differences) ระหว่างสองชุดข้อมูล คำนวณ SUM((x-y)^2) ได้อย่างคล่องแคล่ว
=SUMXMY2(array_x, array_y)
SWITCH ประเมินนิพจน์หรือค่าหนึ่งค่า แล้วเปรียบเทียบกับรายการค่าที่กำหนดตามลำดับ เมื่อพบค่าที่ตรงกันจะส่งคืนผลลัพธ์ที่เชื่อมโยงทันที หากไม่ตรงกับค่าใดเลยสามารถกำหนด default value ได้ เหมาะสำหรับแทนที่ nested IF หลายชั้นด้วยไวยากรณ์ที่อ่านง่ายกว่ามาก
=SWITCH(expression, value1, result1, [value2, result2], ..., [default])
ฟังก์ชัน SYD ใช้คำนวณค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์โดยใช้วิธีผลรวมจำนวนปี (Sum-of-Years' Digits) ซึ่งเป็นวิธีการเสื่อมราคาแบบเร่งที่ให้ค่าเสื่อมมากในปีแรกและลดลงทีละน้อยตามที่สินทรัพย์เก่าลง
=SYD(cost, salvage, life, per)
T ฟังก์ชันที่ตรวจสอบว่าค่าเป็นข้อความหรือไม่ ถ้าใช่ส่งกลับข้อความเดิม ถ้าไม่ใช่ส่งกลับค่าว่าง
=T(value)
T.DIST หาค่าความน่าจะเป็นของการแจกแจงแบบ t (Student's t-distribution) หางซ้าย ใช้สำหรับการทดสอบสมมติฐานกับกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก
=T.DIST(x, deg_freedom, cumulative)
T.DIST.2T ใช้หาค่าความน่าจะเป็น (p-value) ของการแจกแจงแบบ t สองหาง ใช้ในการทดสอบสมมติฐานทางสถิติ
=T.DIST.2T(x, deg_freedom)
ฟังก์ชัน T.DIST.RT ใช้คำนวณความน่าจะเป็นของการแจกแจง t-distribution ทางด้านขวา (right-tailed) สำหรับการทดสอบสมมติฐานด้วยตัวอย่างขนาดเล็ก
=T.DIST.RT(x, deg_freedom)
T.INV ใช้หาค่า t-value จากความน่าจะเป็นและองศาอิสระ ฟังก์ชันนี้ช่วยสร้างช่วงความเชื่อมั่น (confidence interval) หรือทดสอบสมมติฐาน โดยทำงานกับหางซ้ายของการแจกแจง t
=T.INV(probability, deg_freedom)
T.INV.2T ใช้หาค่า t-value จากความน่าจะเป็น สำหรับการแจกแจงแบบ Student's t-distribution แบบสองหาง ตัวช่วยสำหรับการทดสอบสมมติฐานทางสถิติ
=T.INV.2T(probability, deg_freedom)
ส่งกลับค่า p-value ของ t-test เพื่อทดสอบว่าค่าเฉลี่ยของสองชุดข้อมูลแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่
=T.TEST(array1, array2, tails, type)
ฟังก์ชัน TAN ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณค่า Tangent ของมุมที่ระบุ โดยมุมจะต้องอยู่ในหน่วยเรเดียน เป็นฟังก์ชันตรีโกณมิติพื้นฐานที่ใช้ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และวิศวกรรม
=TAN(number)
ฟังก์ชัน TANH ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณค่า Hyperbolic Tangent ของจำนวนจริง โดยค่า Hyperbolic Tangent (tanh) คือฟังก์ชันที่เกี่ยวข้องกับฟังก์ชันตรีโกณมิติ แต่ถูกกำหนดโดยใช้ไฮเพอร์โบลา เหมาะสำหรับใช้ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์ระดับสูง.
=TANH(number)
TBILLEQ แปลง Discount Rate ของตั๋วเงินคลัง (Treasury Bill) เป็น Bond-Equivalent Yield เพื่อเปรียบเทียบกับพันธบัตรทั่วไป
=TBILLEQ(settlement, maturity, discount)
TBILLPRICE คำนวณราคาตั๋วเงินคลัง (Treasury Bill) ต่อมูลค่า $100 จากอัตราส่วนลด
=TBILLPRICE(settlement, maturity, discount)
TBILLYIELD คำนวณผลตอบแทน (Yield) ของตั๋วเงินคลังในรูปแบบเปอร์เซ็นต์ต่อปี โดยอ้างอิงจากวันซื้อ วันครบกำหนด และราคาซื้อ
=TBILLYIELD(settlement, maturity, pr)
คำนวณค่าความน่าจะเป็นของ Student's t-distribution สำหรับการทดสอบสมมติฐาน ใช้กับ Excel เวอร์ชันเก่าก่อนที่จะมี T.DIST และ T.DIST.2T เข้ามาแทนที่
=TDIST(x, deg_freedom, tails)
TEXT ใช้รหัสรูปแบบ (Format Codes) เช่น "dd/mm/yyyy" สำหรับวันที่ หรือ "#,##0.00" สำหรับตัวเลขมีทศนิยม ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นข้อความ (Text) เสมอ ไม่สามารถนำไปคำนวณต่อได้
=TEXT(value, format_text)
TEXTJOIN ช่วยรวมข้อความจากหลายแหล่งเข้าด้วยกันเป็นข้อความเดียว โดยมีตัวคั่นคั่นระหว่างข้อความแต่ละส่วน เช่น คอมม่า เครื่องหมายขีด หรือการขึ้นบรรทัดใหม่.สามารถนำมาใช้กับข้อความที่อยู่ในเซลล์เดี่ยวๆ หรือช่วงเซลล์ (Range) ก็ได้ และสามารถเลือกข้ามเซลล์ว่างได้ด้วยพารามิเตอร์ ignore_empty ทำให้ไม่ต้องมาจัดการเซลล์ว่างด้วยตนเอง 💡
=TEXTJOIN(delimiter, ignore_empty, text1, [text2], ...)
TIME สร้างค่าเวลา (Time Serial) จากส่วนประกอบ ชั่วโมง นาที และวินาที แตกต่างจาก TIMEVALUE ที่อ่านเวลาจากข้อความ TIME ใช้ตัวเลขแยกจากกัน มีประโยชน์สำหรับการสร้างเวลาแบบไดนามิก
=TIME(hour, minute, second)
TIMEVALUE แปลงข้อความเวลาให้เป็น serial number (ค่าทศนิยม 0-0.999…) รองรับรูปแบบ 12 ชั่วโมง (AM/PM) และ 24 ชั่วโมง เหมาะสำหรับแปลงเวลาที่ Import มาจากระบบอื่น
=TIMEVALUE(time_text)
หาค่าผกผันของการแจกแจงแบบ t สองหาง (เก่า)
=TINV(probability, deg_freedom)
TODAY คืนค่า Serial Number ของวันที่ปัจจุบันตามเวลาของเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยเวลาจะเป็น 0:00:00 เสมอ.ที่เจ๋งคือฟังก์ชันนี้เป็นประเภท Volatile ที่จะคำนวณใหม่ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในชีท ที่ต้องระวังคือไม่เหมาะกับการบันทึกวันที่ทำรายการ (Transaction Date) ที่ต้องการให้คงที่ครับ เพราะมันจะเปลี่ยนทุกครั้งที่เปิดไฟล์
=TODAY()
สลับแกนของตารางข้อมูล เปลี่ยนแถวเป็นคอลัมน์และคอลัมน์เป็นแถว ช่วยจัดโครงสร้างข้อมูลให้เหมาะกับการวิเคราะห์และนำเสนอ
=TRANSPOSE(array)
TREND ใช้หา linear regression line (เส้นตรงที่ลดความเบี่ยงเบนของข้อมูล) เพื่อพยากรณ์ค่า Y ในอนาคตจากข้อมูลเดิม หรือสร้างค่า fitted line สำหรับกราฟแนวโน้ม
=TREND(known_y's, [known_x's], [new_x's], [const])
TRIM ลบช่องว่างที่ด้านหน้า ด้านหลัง และลดช่องว่างระหว่างคำให้เหลือเพียงเคาะเดียว เหมาะสำหรับทำความสะอาดข้อมูลที่ Copy จากเว็บหรือระบบอื่น
=TRIM(text)
หาค่าเฉลี่ยโดยตัดค่าหัวท้ายออกตามเปอร์เซ็นต์ที่กำหนด เหมาะสำหรับข้อมูลที่มี Outliers
=TRIMMEAN(array, percent)
TRUE คืนค่าบูลีน TRUE ซึ่งมีค่าตัวเลขเท่ากับ 1 ใช้เป็น fundamental building block ในการสร้าง logical formulas ร่วมกับ IF, AND, OR, NOT.ใน Excel สมัยใหม่สามารถพิมพ์ TRUE โดยตรงได้โดยไม่ต้องใช้ =TRUE() ทั้งสองวิธีให้ผลเหมือนกัน.ที่เจ๋งคือฟังก์ชันนี้มีประโยชน์สำหรับการนับจำนวนเงื่อนไขที่เป็นจริง การแปลง Boolean เป็นตัวเลข และการสร้าง formula switches นะครับ
=TRUE()
ตัดส่วนทศนิยมออกไปเลยโดยไม่ปัดเศษ เหลือแต่ตัวเลขที่คุณต้องการจำนวนหลักเท่านั้น
=TRUNC(number, [num_digits])
คำนวณค่า p-value ของ Student's t-test เพื่อทดสอบว่าค่าเฉลี่ยของข้อมูลสองชุดแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ (ฟังก์ชันรุ่นเก่า แนะนำให้ใช้ T.TEST แทน)
=TTEST(array1, array2, tails, type)
TYPE ส่งกลับตัวเลข (1-128) ที่ระบุชนิดของข้อมูล เช่น ตัวเลข ข้อความ ค่าตรรกะ หรือข้อผิดพลาด
=TYPE(value)
ส่งกลับตัวอักษร Unicode จากรหัสตัวเลข ใช้สร้างสัญลักษณ์พิเศษ emoji และตัวอักษรจากหลากหลายภาษา
=UNICHAR(number)
ส่งกลับรหัส Unicode ของตัวอักษรตัวแรก เป็นฟังก์ชันคู่กับ UNICHAR
=UNICODE(text)
UNIQUE เป็น Dynamic Array Function ที่คืนค่าที่ไม่ซ้ำจาก Array โดยสามารถตรวจซ้ำตามแถวหรือคอลัมน์ (by_col) และเลือกคืนเฉพาะค่าที่พบครั้งเดียว (exactly_once) ผลลัพธ์เป็น Spill Range ที่อัปเดตอัตโนมัติ ใช้ร่วมกับ SORT FILTER COUNTIF เพื่อสร้างรายงานไดนามิกและ dropdown ที่อัปเดตเอง
=UNIQUE(array, [by_col], [exactly_once])
UPPER เปลี่ยนข้อความให้เป็นตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด (เช่น "excel" -> "EXCEL") มักใช้ในการจัดรูปแบบข้อมูลให้เป็นมาตรฐานเดียวกันก่อนนำไปเปรียบเทียบหรือค้นหา (Lookup)
=UPPER(text)