| ฟังก์ชัน | ใช้ทำอะไร | มีตั้งแต่ | นิยม | ยาก | ประโยชน์ |
|---|---|---|---|---|---|
| IF Logical | =IF(logical_test, value_if_true, [value_if_false])
IF เป็นฟังก์ชันตรรกะพื้นฐานที่ใช้ตัดสินใจสองทางตามเงื่อนไข ตรวจสอบว่าเงื่อนไขเป็น TRUE หรือ FALSE แล้วคืนค่าที่แตกต่างกันไปตามผลลัพธ์ สามารถใช้ได้กับการเปรียบเทียบตัวเลข ข้อความ หรือวันที่ และเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างสูตรแบบมีเงื่อนไข
|
2003 | 10 | 3 | 10 |
| VLOOKUP Lookup and reference | =VLOOKUP(lookup_value, table_array, col_index_num, [range_lookup])
VLOOKUP เป็นฟังก์ชันค้นหาแนวตั้งที่ได้รับความนิยมสูงสุดใน Excel โดยค้นหาค่าที่ต้องการในคอลัมน์ซ้ายสุดของตาราง จากนั้นดึงข้อมูลจากคอลัมน์ที่ระบุในแถวเดียวกัน รองรับทั้งการค้นหาแบบตรงทุกตัวอักษร (Exact Match) และแบบประมาณค่า (Approximate Match) สำหรับข้อมูลที่เรียงลำดับ ข้อจำกัดหลักคือต้องค้นหาจากคอลัมน์ซ้ายสุดเท่านั้น ไม่สามารถดึงข้อมูลจากด้านซ้ายของคอลัมน์ค้นหาได้
|
2003 | 10 | 5 | 10 |
| COUNT Statistical | =COUNT(value1, [value2], ...)
COUNT นับเฉพาะเซลล์ที่มี Data Type เป็นตัวเลข (Number) โดยเพิกเฉยเซลล์ว่าง ข้อความ ค่า Logic และ error values โดยอัตโนมัติ รวมถึงตัวเลขลบ เปอร์เซ็นต์ วันที่ เวลา เศษส่วน และผลลัพธ์จากสูตรที่คืนค่าเป็นตัวเลข ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าจะนับข้อมูลผิดถ้ามีข้อความปนอยู่ในช่วง
|
2003 | 10 | 1 | 10 |
| SUM Math and trigonometry | =SUM(number1, [number2], ...)
SUM รวมเฉพาะข้อมูลที่มี Data Type เป็นตัวเลข (Number) เท่านั้น ไม่สนใจข้อความและค่า Logic ทำให้ไม่ต้องกลัวว่าจะรวมข้อมูลผิดถ้ามีข้อความปนอยู่ในช่วง รองรับสูงสุด 255 พารามิเตอร์ และอัปเดตอัตโนมัติเมื่อข้อมูลเปลี่ยน เป็นฟังก์ชันพื้นฐานที่ใช้บ่อยที่สุดในงาน Excel
|
2003 | 10 | 1 | 10 |
| AVERAGE Statistical | =AVERAGE(number1, [number2], ...)
AVERAGE คืนค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวเลขที่ระบุ โดยจะนับเฉพาะเซลล์ที่มีตัวเลขและค่า 0 เท่านั้น ส่วนเซลล์ว่างหรือข้อความจะถูกข้ามไป ไม่นำมาเป็นตัวหาร ซึ่งหลายคนมักพลาดความแตกต่างระหว่าง 0 กับเซลล์ว่าง ตรงนี้สำคัญมากครับ เพราะมันทำให้ค่าเฉลี่ยที่ได้ต่างกันเลย
|
2003 | 10 | 1 | 10 |
| MAX Statistical | =MAX(number1, [number2], ...)
MAX คืนค่าสูงสุดจากชุดข้อมูลที่มี Data Type เป็นตัวเลข เพิกเฉยเซลล์ว่าง ข้อความ และค่า Logic โดยอัตโนมัติ ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าจะมีข้อมูลประเภทอื่นปนอยู่ในช่วง เหมาะสำหรับหาค่าสูงสุดเช่น คะแนนสูงสุด ยอดขายสูงสุด หรือวันที่ล่าสุด และยังใช้เทคนิค Clamp (จำกัดค่า) โดยการใส่ 0 เป็น argument แรกเพื่อบังคับให้ค่าลบกลายเป็น 0 ได้อีกด้วย
|
2003 | 9 | 1 | 9 |
| COUNTIF Statistical | =COUNTIF(range, criteria)
COUNTIF ใช้นับจำนวนเซลล์ที่ตรงตามเงื่อนไขเดียว รองรับเงื่อนไขทั้งตัวเลข ข้อความ และการใช้ Wildcard (*, ?) สำหรับค้นหาแบบ pattern matching ไม่สนใจตัวพิมพ์เล็ก/ใหญ่ (case-insensitive) ข้อจำกัด: criteria ห้ามยาวเกิน 255 ตัวอักษร
|
2003 | 9 | 4 | 9 |
| MIN Statistical | =MIN(number1, [number2], ...)
MIN คืนค่าต่ำสุดจากชุดข้อมูลที่มี Data Type เป็นตัวเลข เพิกเฉยเซลล์ว่าง ข้อความ และค่า Logic โดยอัตโนมัติ ซึ่งทำให้ไม่ต้องกลัวว่าจะมีข้อมูลปนมารบกวนผลลัพธ์ ใช้ได้กับตัวเลขทั่วไป วันที่ (ค่าน้อยสุด = วันเก่าสุด) และระยะเวลา สามารถใช้ร่วมกับ MATCH เพื่อหาตำแหน่ง หรือใช้ร่วมกับ MAX เพื่อจำกัดค่าอยู่ในช่วงที่กำหนด
|
2003 | 9 | 1 | 9 |
| MATCH Lookup and reference | =MATCH(lookup_value, lookup_array, [match_type])
MATCH คืนเลขลำดับตำแหน่งของค่าที่ค้นหาในช่วงข้อมูลแถวเดียวหรือคอลัมน์เดียว รองรับการค้นหา 3 โหมด คือ Exact Match (0) ที่ไม่ต้องเรียงข้อมูล, Approximate Match แบบ Less Than or Equal (1) ที่ต้องเรียงจากน้อยไปมาก, และ Greater Than or Equal (-1) ที่ต้องเรียงจากมากไปน้อย รองรับ Wildcard (* และ ?) ในโหมด Exact Match และมักใช้คู่กับ INDEX เป็นรูปแบบ INDEX-MATCH ที่ยืดหยุ่นกว่า VLOOKUP
|
2003 | 9 | 5 | 10 |
| CONCATENATE Text | =CONCATENATE(text1, [text2], ...)
CONCATENATE เป็นฟังก์ชันแบบเก่าที่ใช้นำข้อความ ตัวเลข หรือค่าจากเซลล์ต่างๆ มาต่อกันให้เป็นข้อความยาวๆ เพียงเส้นเดียว ปัจจุบันสามารถใช้เครื่องหมาย & หรือฟังก์ชัน CONCAT/TEXTJOIN ซึ่งสะดวกกว่าได้
|
2003 | 9 | 2 | 10 |
| INDEX Lookup and reference | =INDEX(array, row_num, [column_num])
INDEX คืนค่าหรือ reference ของเซลล์จากตำแหน่งที่ระบุใน range หรือ array โดยอ้างอิงจากหมายเลขแถวและคอลัมน์ที่เราระบุ มักถูกใช้ร่วมกับ MATCH เพื่อสร้าง INDEX-MATCH pattern ที่ยืดหยุ่นกว่า VLOOKUP เยอะ เพราะสามารถดึงข้อมูลจากทิศทางไหนก็ได้ และไม่พังเมื่อมีการแทรกหรือลบคอลัมน์
|
2003 | 9 | 5 | 10 |
| SUMIF Math and trigonometry | =SUMIF(range, criteria, [sum_range])
SUMIF จะทำการบวกตัวเลขในเซลล์ที่ตรงตามเงื่อนไขที่ระบุ (1 เงื่อนไข) โดยสามารถตรวจสอบเงื่อนไขจากช่วงข้อมูลหนึ่ง (range) แล้วไปบวกตัวเลขในอีกช่วงข้อมูลหนึ่ง (sum_range) ได้ หรือจะตรวจสอบและบวกในช่วงเดียวกันก็ได้ ที่เจ๋งคือมันทำงานได้เร็วกว่า SUMPRODUCT หรือ Array Formula มาก เลยเป็นตัวเลือกแรกสำหรับการรวมค่าแบบมีเงื่อนไขครับ
|
2003 | 9 | 4 | 9 |
| LEFT Text | =LEFT(text, [num_chars])
LEFT ดึงตัวอักษรจากด้านซ้ายสุดของข้อความตามจำนวนที่ต้องการ ถ้าไม่ระบุจำนวนจะดึงมา 1 ตัว ผลลัพธ์เป็น Text เสมอแม้ดึงตัวเลขออกมา
|
2003 | 8 | 2 | 9 |
| NOW Date and Time | =NOW()
NOW คืนค่า Serial Number ที่ประกอบด้วยจำนวนเต็ม (วันที่) และทศนิยม (เวลา) ตามนาฬิกาของเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นฟังก์ชัน Volatile ที่จะเปลี่ยนค่าไปเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ Sheet มีการคำนวณใหม่
|
2003 | 8 | 1 | 9 |
| RTD Lookup and reference | =RTD(ProgID, server, topic1, [topic2], ...)
ฟังก์ชัน RTD ใช้สำหรับดึงข้อมูลแบบ Real-time จากโปรแกรมที่รองรับ COM automation เช่น ราคาหุ้น อัตราแลกเปลี่ยน หรือข้อมูลที่มีการอัพเดทอย่างต่อเนื่อง.ที่เจ๋งคือ RTD จะอัพเดทข้อมูลโดยอัตโนมัติเมื่อ Excel อยู่ในโหมดคำนวณอัตโนมัติ ไม่ต้องนั่งกด F9 หรือรีเฟรชด้วยตนเอง ซึ่งเหมาะมากสำหรับการติดตามข้อมูลตลาดการเงิน การวิเคราะห์หุ้น หรือการเชื่อมต่อกับ Data Server ภายนอก
|
2003 | 8 | 5 | 9 |
| LEN Text | =LEN(text)
LEN คืนค่าเป็นตัวเลขจำนวนเต็ม แสดงความยาวของข้อความในเซลล์ มีประโยชน์มากในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล (Data Validation) เช่น เช็ครหัสพนักงาน, เบอร์โทรศัพท์, หรือเลขบัตรประชาชน ว่ามีความยาวครบถ้วนหรือไม่
|
2003 | 8 | 1 | 9 |
| FALSE Logical | =FALSE()
FALSE คืนค่าตรรกะ Boolean FALSE โดยตรง ซึ่งมีค่าเท่ากับ 0 ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์.ที่เจ๋งคือทำให้สามารถนำไปใช้กับฟังก์ชันคำนวณได้โดยตรงโดยไม่ต้องแปลง มักใช้ร่วมกับ IF AND OR NOT และ IFERROR เพื่อควบคุม logic ของสูตรเงื่อนไข.ใน Excel คุณสามารถพิมพ์ FALSE โดยตรง (ไม่มีวงเล็บ) หรือเรียกเป็นฟังก์ชัน FALSE() ก็ได้ ผลลัพธ์เหมือนกันทุกประการ
|
2003 | 8 | 3 | 10 |
| GETPIVOTDATA Lookup and reference | =GETPIVOTDATA(data_field, pivot_table, [field1, item1, field2, item2], ...)
GETPIVOTDATA ช่วยดึงข้อมูลจาก PivotTable โดยอ้างอิงชื่อฟิลด์และเงื่อนไข แทนที่จะอ้างอิงตำแหน่งเซลล์.เหมาะสำหรับการสร้างรายงานแบบไดนามิกและการวิเคราะห์ข้อมูลที่ต้องการความแม่นยำสูง เพราะสูตรจะยังคงทำงานได้ถูกต้องแม้ PivotTable จะเปลี่ยนแปลง 💡
|
2003 | 8 | 5 | 9 |
| MID Text | =MID(text, start_num, num_chars)
MID ตัดข้อความออกจากตำแหน่งเริ่มต้นที่คุณกำหนด โดยระบุความยาวของข้อความที่ต้องการ สะดวกมากสำหรับดึงข้อมูลบางส่วนจากข้อความที่ยาว เช่น รหัสสินค้า, รหัสพนักงาน, หรือวันที่ที่ฝังตัวในข้อความ
|
2003 | 8 | 2 | 9 |
| ROUND Math and trigonometry | =ROUND(number, num_digits)
ROUND จะปัดตัวเลขไปยังค่าที่ใกล้เคียงที่สุดตามจำนวนหลักที่ระบุ (num_digits) สามารถปัดทศนิยม (ค่าบวก), ปัดเป็นจำนวนเต็ม (0), หรือปัดหลักสิบ หลักร้อย (ค่าลบ) ได้ เป็นฟังก์ชันพื้นฐานที่ใช้บ่อยที่สุดในการสรุปตัวเลข
|
2003 | 8 | 2 | 9 |
| NOT Logical | =NOT(logical)
NOT ใช้กลับค่าตรรกะจาก TRUE เป็น FALSE และจาก FALSE เป็น TRUE เอาไว้เขียนเงื่อนไขแบบ 'ไม่ใช่' หรือ 'ไม่เข้าเงื่อนไข' โดยเฉพาะตอนสูตรซับซ้อนจนเขียนแบบเทียบตรงๆ ด้วย ไม่ไหว เช่น กรองข้อมูลไม่ซ้ำ หรือเช็คว่าค่าไม่หลุดช่วงที่กำหนด
|
2003 | 8 | 2 | 9 |
| COLUMN Lookup and reference | =COLUMN([reference])
COLUMN ส่งคืนหมายเลขคอลัมน์ (Column Number) ของเซลล์หรือช่วงที่ระบุ ส่งคืนตัวเลขคอลัมน์ 1, 2, 3… (A=1, B=2 เป็นต้น) มีประโยชน์ในการระบุตำแหน่งคอลัมน์แบบไดนามิก
|
2003 | 8 | 3 | 9 |
| TEXT Text | =TEXT(value, format_text)
TEXT ใช้รหัสรูปแบบ (Format Codes) เช่น "dd/mm/yyyy" สำหรับวันที่ หรือ "#,##0.00" สำหรับตัวเลขมีทศนิยม ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นข้อความ (Text) เสมอ ไม่สามารถนำไปคำนวณต่อได้
|
2003 | 8 | 4 | 9 |
| YEAR Date and Time | =YEAR(serial_number)
YEAR ดึงเลขปี ค.ศ. (4 หลัก เช่น 2025) จากวันที่ที่ระบุ เหมาะใช้จัดกลุ่มข้อมูลรายปี คำนวณอายุ หรือวิเคราะห์ข้อมูลตามช่วงเวลา
|
2003 | 8 | 2 | 8 |
| OR Logical | =OR(logical1, [logical2], ...)
OR คือฟังก์ชันตรรกศาสตร์ที่ตรวจสอบเงื่อนไขได้สูงสุด 255 ข้อ และจะคืนค่า TRUE ถ้ามี 'เงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่ง' เป็นจริง เป็นเครื่องมือจำเป็นสำหรับการสร้างเงื่อนไขที่ยืดหยุ่น
|
2003 | 8 | 2 | 10 |
| DATE Date and Time | =DATE(year, month, day)
DATE สร้างวันที่จากตัวเลขปี เดือน วัน แยกกัน รองรับการบวก/ลบเดือนที่เกิน 12 หรือค่าลบ และปรับวันที่ให้อัตโนมัติ เหมาะสำหรับสร้างวันที่จากสูตรหรือใช้ในเงื่อนไข SUMIFS COUNTIFS AVERAGEIFS
|
2003 | 8 | 2 | 9 |
| ROW Lookup and reference | =ROW([reference])
ROW ส่งคืนหมายเลขแถว (Row Number) ของเซลล์หรือช่วงที่ระบุ ส่งคืนตัวเลขแถว 1, 2, 3… มีประโยชน์ในการกำหนดหมายเลขลำดับแบบไดนามิก และสร้างสูตรที่ปรับตัวตามตำแหน่ง
|
2003 | 8 | 3 | 9 |
| DATEDIF Date and Time | =DATEDIF(start_date, end_date, unit)
DATEDIF เป็นฟังก์ชัน 'ลับ' (Hidden Function) ที่ใช้คำนวณระยะเวลาระหว่างวันที่สองวัน โดยสามารถเลือกหน่วยได้: ปี, เดือน, วัน, หรือการรวมกัน เหมาะใช้คำนวณอายุ, อายุงาน, หรือระยะเวลาโครงการอย่างแม่นยำ
|
2003 | 8 | 3 | 8 |
| TRIM Text | =TRIM(text)
TRIM ลบช่องว่างที่ด้านหน้า ด้านหลัง และลดช่องว่างระหว่างคำให้เหลือเพียงเคาะเดียว เหมาะสำหรับทำความสะอาดข้อมูลที่ Copy จากเว็บหรือระบบอื่น
|
2003 | 8 | 2 | 9 |
| AND Logical | =AND(logical1, [logical2], ...)
AND ตรวจสอบเงื่อนไขได้สูงสุด 255 เงื่อนไข โดยจะคืนค่า TRUE ก็ต่อเมื่อ Logical ทุกตัว (logical1, logical2,…) ให้ผลเป็น TRUE ทั้งหมด.เรียกได้ว่าเป็นแบบ 'เข้มงวด' ที่ต้องผ่านทุกข้อถึงจะได้ TRUE ครับ ถ้าสักข้อเดียวเป็น FALSE… จบเลย 😅
|
2003 | 8 | 2 | 10 |
| DAY Date and Time | =DAY(serial_number)
DAY คืนค่าวันที่เป็นตัวเลขจำนวนเต็มระหว่าง 1 ถึง 31 จากค่า Serial Number ของวันที่ที่ระบุ ทำให้เราสามารถดึงเฉพาะ "เลขวัน" ออกมาใช้งานได้ โดยไม่ต้องสนใจเดือนหรือปี
|
2003 | 8 | 2 | 8 |
| COUNTA Statistical | =COUNTA(value1, [value2], ...)
COUNTA นับจำนวนเซลล์ที่มีข้อมูลทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นตัวเลข ข้อความ ค่า Logic (TRUE/FALSE) Error Values หรือแม้แต่ข้อความว่าง ("") ที่เกิดจากสูตร.เรียกได้ว่าเป็นเครื่องมือหลักในการตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อมูล หรือนับจำนวนรายการโดยไม่สนใจว่าข้อมูลจะเป็น Data Type ใดก็ตาม
|
2003 | 8 | 2 | 9 |
| TRUE Logical | =TRUE()
TRUE คืนค่าบูลีน TRUE ซึ่งมีค่าตัวเลขเท่ากับ 1 ใช้เป็น fundamental building block ในการสร้าง logical formulas ร่วมกับ IF, AND, OR, NOT.ใน Excel สมัยใหม่สามารถพิมพ์ TRUE โดยตรงได้โดยไม่ต้องใช้ =TRUE() ทั้งสองวิธีให้ผลเหมือนกัน.ที่เจ๋งคือฟังก์ชันนี้มีประโยชน์สำหรับการนับจำนวนเงื่อนไขที่เป็นจริง การแปลง Boolean เป็นตัวเลข และการสร้าง formula switches นะครับ
|
2003 | 8 | 3 | 10 |
| RIGHT Text | =RIGHT(text, [num_chars])
RIGHT จะคืนค่าเป็นข้อความ (Text) ที่ถูกตัดมาจากด้านขวาสุดของข้อความต้นฉบับตามจำนวนที่ระบุ ถ้าไม่ระบุจำนวน ฟังก์ชันจะดึงมาเพียง 1 ตัวอักษร.ที่เจ๋งคือสามารถใช้ร่วมกับ LEN หรือ FIND เพื่อตัดข้อความแบบไดนามิกได้ ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็น Text เสมอ ถ้าต้องการนำไปคำนวณต่อ ต้องแปลงเป็นตัวเลขก่อนครับ
|
2003 | 8 | 2 | 9 |
| TODAY Date and Time | =TODAY()
TODAY คืนค่า Serial Number ของวันที่ปัจจุบันตามเวลาของเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยเวลาจะเป็น 0:00:00 เสมอ.ที่เจ๋งคือฟังก์ชันนี้เป็นประเภท Volatile ที่จะคำนวณใหม่ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในชีท ที่ต้องระวังคือไม่เหมาะกับการบันทึกวันที่ทำรายการ (Transaction Date) ที่ต้องการให้คงที่ครับ เพราะมันจะเปลี่ยนทุกครั้งที่เปิดไฟล์
|
2003 | 8 | 1 | 9 |
| MONTH Date and Time | =MONTH(serial_number)
MONTH คืนค่าเดือนเป็นตัวเลขจำนวนเต็มระหว่าง 1 (มกราคม) ถึง 12 (ธันวาคม) จากค่า Serial Number ของวันที่ที่ระบุ เป็นฟังก์ชันพื้นฐานที่ใช้บ่อยในการทำรายงานสรุปยอดขายรายเดือน หรือการคำนวณไตรมาส
|
2003 | 8 | 2 | 8 |
| SEARCH Text | =SEARCH(find_text, within_text, [start_num])
SEARCH ค้นหาตำแหน่งของคำที่ต้องการในข้อความหลัก ถ้าเจอคืนตัวเลขตำแหน่งที่พบ ถ้าไม่เจอคืน #VALUE! ต่างจาก FIND ตรงที่ไม่แยกแยะตัวพิมพ์เล็ก-ใหญ่ (A=a) และใช้ wildcard (* กับ ?) ค้นหาแบบมีรูปแบบได้ เอาไปต่อกับ ISNUMBER ก็กลายเป็นสูตรเช็คว่าเซลล์มีคำนี้อยู่หรือไม่ ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กันบ่อยที่สุดในงานจัดหมวดหมู่หรือกรองข้อมูลจากคำสำคัญ
|
2003 | 7 | 3 | 8 |
| MINUTE Date and Time | =MINUTE(serial_number)
MINUTE ดึงค่านาที (0-59) จากค่าเวลา ใช้ร่วมกับ HOUR และ SECOND เพื่อแยกส่วนประกอบของเวลา มีประโยชน์ในการวิเคราะห์และคำนวณเวลา
|
2003 | 7 | 2 | 8 |
| MOD Math and trigonometry | =MOD(number, divisor)
MOD คืนค่าเศษเหลือจากการหาร มีประโยชน์มากในการตรวจสอบเลขคู่/คี่ สร้างลำดับวนลูป แยกเวลาจากวันที่ และทำ Conditional Formatting สลับสี
|
2003 | 7 | 3 | 7 |
| HLOOKUP Lookup and reference | =HLOOKUP(lookup_value, table_array, row_index_num, [range_lookup])
HLOOKUP ค้นหาข้อมูลจากแถวแรกของตาราง แล้วคืนค่าจากแถวที่ระบุ ตรงข้ามกับ VLOOKUP ที่ค้นหาแนวตั้ง เหมาะสำหรับตารางที่หัวข้อมูลเรียงแบบแนวนอน
|
2003 | 7 | 5 | 8 |
| REPT Text | =REPT(text, number_times)
REPT ทำซ้ำข้อความตามจำนวนครั้งที่ระบุ เหมาะสำหรับสร้าง In-cell Bar Chart แสดง Rating ด้วยดาว เติม Padding ให้ข้อความ หรือสร้างเส้นแบ่ง ถ้า number_times เป็นทศนิยมจะถูกตัดเหลือจำนวนเต็ม
|
2003 | 7 | 3 | 8 |
| HOUR Date and Time | =HOUR(serial_number)
HOUR ดึงค่าชั่วโมง (0-23) จากค่าเวลา ใช้ร่วมกับ MINUTE และ SECOND เพื่อแยกส่วนประกอบของเวลา มีประโยชน์ในการวิเคราะห์และคำนวณเวลา
|
2003 | 7 | 2 | 8 |
| INT Math and trigonometry | =INT(number)
INT จะปัดตัวเลขลงไปยังจำนวนเต็มที่น้อยกว่าหรือเท่ากับตัวเลขนั้นเสมอ สำหรับจำนวนบวกจะเหมือนการตัดทศนิยมทิ้ง แต่สำหรับจำนวนลบจะปัดลงให้มีค่าติดลบมากขึ้น (เช่น -5.5 จะเป็น -6)
|
2003 | 7 | 2 | 8 |
| VALUE Text | =VALUE(text)
VALUE แปลงข้อความที่มีลักษณะเป็นตัวเลขให้เป็นตัวเลขจริงที่คำนวณได้ รองรับรูปแบบตัวเลข วันที่ เวลา เปอร์เซ็นต์ และสกุลเงิน
|
2003 | 7 | 3 | 8 |
| INDIRECT Lookup and reference | =INDIRECT(ref_text, [a1])
INDIRECT แปลงข้อความเป็นการอ้างอิงเซลล์จริง ช่วยให้สามารถเปลี่ยนตำแหน่งเซลล์ได้ไดนามิกโดยใช้ตัวเลขหรือชื่อเซลล์
|
2003 | 7 | 6 | 8 |
| EOMONTH Date and Time | =EOMONTH(start_date, months)
EOMONTH คืนค่าวันที่วันสุดท้ายของเดือน โดยนับจากวันที่เริ่มต้นไปข้างหน้าหรือย้อนหลังตามจำนวนเดือนที่ระบุ เหมาะสำหรับกำหนดวันครบกำหนดสิ้นเดือน
|
2003 | 7 | 3 | 8 |
| TIMEVALUE Date and Time | =TIMEVALUE(time_text)
TIMEVALUE แปลงข้อความเวลาให้เป็น serial number (ค่าทศนิยม 0-0.999…) รองรับรูปแบบ 12 ชั่วโมง (AM/PM) และ 24 ชั่วโมง เหมาะสำหรับแปลงเวลาที่ Import มาจากระบบอื่น
|
2003 | 7 | 2 | 7 |
| WORKDAY Date and Time | =WORKDAY(start_date, days, [holidays])
WORKDAY คำนวณวันที่ทำงานที่อยู่ถัดไป/ย้อนหลังจากวันที่เริ่มต้น โดยหักวันหยุดสุดสัปดาห์ (เสาร์-อาทิตย์) และวันหยุดพิเศษที่ระบุออก
|
2003 | 7 | 3 | 7 |
| TIME Date and Time | =TIME(hour, minute, second)
TIME สร้างค่าเวลา (Time Serial) จากส่วนประกอบ ชั่วโมง นาที และวินาที แตกต่างจาก TIMEVALUE ที่อ่านเวลาจากข้อความ TIME ใช้ตัวเลขแยกจากกัน มีประโยชน์สำหรับการสร้างเวลาแบบไดนามิก
|
2003 | 7 | 3 | 8 |
| SECOND Date and Time | =SECOND(serial_number)
SECOND ดึงค่าวินาที (0-59) จากค่าเวลา ใช้ร่วมกับ HOUR และ MINUTE เพื่อแยกส่วนประกอบของเวลา มีประโยชน์ในการวิเคราะห์และคำนวณเวลา
|
2003 | 7 | 2 | 8 |
ชื่อฟังก์ชันเป็นภาษาอังกฤษเสมอ ลองสะกดอีกแบบ หรือกด Enter เพื่อค้นในคำอธิบายด้วย