Thep Excel

79 functions

ABS คืนค่าสัมบูรณ์ของตัวเลขที่ระบุ คือการตัดเครื่องหมายลบ (-) ออก ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้เป็นค่าบวกหรือศูนย์เสมอ มีประโยชน์มากในการหาผลต่างระหว่างสองค่าโดยไม่สนใจว่าตัวไหนมากกว่า

Syntax
=ABS(number)

คำนวณค่า Inverse Hyperbolic Cosine (ค่าผกผันของ Hyperbolic Cosine) ของตัวเลข ใช้ในงานคณิตศาสตร์ขั้นสูง ฟิสิกส์ วิศวกรรม และสถิติที่เกี่ยวข้องกับระบบไฮเพอร์โบลิก

Syntax
=ACOSH(number)

AGGREGATE เป็นฟังก์ชันสารพัดประโยชน์ที่รวม 19 ฟังก์ชันต่างๆ (SUM, AVERAGE, COUNT, MAX, MIN ฯลฯ) แต่มีความสามารถพิเศษคือ สามารถข้าม Error ได้ และข้ามแถวที่ถูกซ่อน (Hidden Rows) ได้ เหมาะสำหรับ Dashboard, รายงาน หรือข้อมูลที่อาจมีช่องว่างและข้อมูลผิดพลาด

Syntax
=AGGREGATE(function_num, options, ref1, [ref2], ...)

ฟังก์ชัน ASIN ใน Excel คำนวณค่า Arcsine หรือค่าผกผันของ Sine เพื่อหามุมจากค่า Sine ที่กำหนด ผลลัพธ์เป็นเรเดียน (หน่วยวัดมุมอีกแบบ) ตั้งแต่ -π/2 ถึง π/2

Syntax
=ASIN(number)

คำนวณค่า Hyperbolic Cosine (ไฮเพอร์โบลิก โคไซน์) ของตัวเลขที่ระบุ ซึ่งเป็นฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์ที่ใช้ในงานวิศวกรรม ฟิสิกส์ และการวิเคราะห์ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์

Syntax
=COSH(number)

คำนวณค่า Cotangent ของมุมที่ระบุเป็นเรเดียน โดยเป็นส่วนกลับของ Tangent (COT = 1/TAN = COS/SIN) ใช้ในการแก้ปัญหาทางตรีโกณมิติและงานวิศวกรรม

Syntax
=COT(number)

ฟังก์ชัน COTH คำนวณค่า Hyperbolic Cotangent (ค่าส่วนกลับของ TANH) สำหรับตัวเลขที่กำหนด โดยใช้สูตร COTH(x) = 1/TANH(x) ซึ่งเป็นฟังก์ชันคณิตศาสตร์ขั้นสูงใช้ในงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม

Syntax
=COTH(number)

คำนวณค่า Hyperbolic Cosecant ของตัวเลข (ส่วนกลับของ SINH) ใช้ในคณิตศาสตร์ขั้นสูงและการวิเคราะห์ฟังก์ชันไฮเปอร์โบลิก

Syntax
=CSCH(number)

DECIMAL ใช้แปลง “ข้อความตัวเลข” ที่อยู่ในฐานที่กำหนด (radix 2–36) ให้เป็นเลขฐาน 10 เหมาะเมื่อคุณได้รหัส/เลขฐานอื่นจากระบบภายนอก (เช่น Hex หรือ Binary) แล้วต้องการนำมาคำนวณต่อใน Excel

Syntax
=DECIMAL(text, radix)

ฟังก์ชัน GCD หาค่าตัวหารร่วมมากที่สุด (Greatest Common Divisor) ของจำนวนเต็มตั้งแต่ 2 จำนวนขึ้นไป มีประโยชน์ในการลดทอนเศษส่วนและการแยกตัวประกอบ

Syntax
=GCD(number1, [number2], ...)

INT จะปัดตัวเลขลงไปยังจำนวนเต็มที่น้อยกว่าหรือเท่ากับตัวเลขนั้นเสมอ สำหรับจำนวนบวกจะเหมือนการตัดทศนิยมทิ้ง แต่สำหรับจำนวนลบจะปัดลงให้มีค่าติดลบมากขึ้น (เช่น -5.5 จะเป็น -6)

Syntax
=INT(number)

ฟังก์ชัน LCM ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณค่าคูณร่วมน้อยที่สุด (Least Common Multiple หรือ ค.ร.น.) ของจำนวนเต็มตั้งแต่หนึ่งจำนวนขึ้นไป มีประโยชน์ในการแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการจับเวลาหรือการจัดตารางเวลา.

Syntax
=LCM(number1, [number2], ...)

MDETERM ใช้คำนวณค่า Determinant (ดีเทอร์มิแนนต์) ของเมทริกซ์ในช่วงข้อมูล/อาร์เรย์ เหมาะกับงานเชิงเส้น เช่น ตรวจว่าเมทริกซ์เป็นเอกฐานหรือไม่ (Det=0) และใช้ประกอบการหาผกผันของเมทริกซ์ร่วมกับ MINVERSE

Syntax
=MDETERM(array)

ฟังก์ชันที่ใช้หาค่า Inverse Matrix (เมทริกซ์ผกผัน) จากเมทริกซ์สี่เหลี่ยมจัตุรัส สำหรับใช้แก้ระบบสมการเชิงเส้นหรือการคำนวณทางวิทยาศาสตร์

Syntax
=MINVERSE(array)

MOD คืนค่าเศษเหลือจากการหาร มีประโยชน์มากในการตรวจสอบเลขคู่/คี่ สร้างลำดับวนลูป แยกเวลาจากวันที่ และทำ Conditional Formatting สลับสี

Syntax
=MOD(number, divisor)

ฟังก์ชัน MULTINOMIAL ใช้คำนวณจำนวนวิธีการจัดเรียงสิ่งของเป็นกลุ่มย่อยต่างๆ โดยใช้สูตร (ผลรวม)! ÷ (จำนวน1! × จำนวน2! × …) ซึ่งมีประโยชน์ในการแก้โจทย์การจัดหมู่และความน่าจะเป็น

Syntax
=MULTINOMIAL(number1, [number2], [number3], ...)

ฟังก์ชันที่สร้างเมทริกซ์เอกลักษณ์ (Identity Matrix) ขนาด n x n โดยมีเลข 1 ตามแนวเส้นทแยงมุมและเลข 0 ที่ตำแหน่งอื่น ใช้สำหรับการคำนวณพีชคณิตเชิงเส้นและการดำเนินการทางคณิตศาสตร์เมทริกซ์

Syntax
=MUNIT(dimension)

ODD ใช้ปัดตัวเลขออกห่างจากศูนย์ไปเป็นจำนวนเต็มคี่ที่ใกล้ที่สุด เช่น 1.5 → 3 และ -1.5 → -3 เหมาะกับการทำการปัดตามกฎเฉพาะที่ต้องเป็นเลขคี่เสมอ

Syntax
=ODD(number)

ฟังก์ชัน PI ส่งกลับค่าคงที่ทางคณิตศาสตร์ π (พาย) ที่มีความแม่นยำสูง ประมาณ 3.14159265358979 ใช้สำหรับการคำนวณวงกลม ทรงกลม และตรีโกณมิติ ฟังก์ชันนี้ไม่ต้องใส่พารามิเตอร์ใดๆ

Syntax
=PI()

POWER คำนวณค่าการยกกำลังได้ง่ายดาย ทำให้ไม่ต้องใช้เครื่องหมาย ^ ในสูตรที่ซับซ้อน เหมาะสำหรับการคำนวณทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม

Syntax
=POWER(number, power)