ABS คืนค่าสัมบูรณ์ของตัวเลขที่ระบุ คือการตัดเครื่องหมายลบ (-) ออก ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้เป็นค่าบวกหรือศูนย์เสมอ มีประโยชน์มากในการหาผลต่างระหว่างสองค่าโดยไม่สนใจว่าตัวไหนมากกว่า
Syntax
=ABS(number)
ABS คืนค่าสัมบูรณ์ของตัวเลขที่ระบุ คือการตัดเครื่องหมายลบ (-) ออก ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้เป็นค่าบวกหรือศูนย์เสมอ มีประโยชน์มากในการหาผลต่างระหว่างสองค่าโดยไม่สนใจว่าตัวไหนมากกว่า
=ABS(number)
ACOS คือฟังก์ชันตรีโกณมิติที่ใช้หาค่ามุม (เป็นเรเดียน) จากค่า Cosine ของมุมนั้น เหมือนกับการถามว่า 'มุมไหนมี Cosine เท่านี้'
=ACOS(number)
คำนวณค่า Inverse Hyperbolic Cosine (ค่าผกผันของ Hyperbolic Cosine) ของตัวเลข ใช้ในงานคณิตศาสตร์ขั้นสูง ฟิสิกส์ วิศวกรรม และสถิติที่เกี่ยวข้องกับระบบไฮเพอร์โบลิก
=ACOSH(number)
ฟังก์ชัน ACOT ใช้หาค่า Arccotangent (inverse cotangent) ของตัวเลข โดยคืนค่ามุมในหน่วยเรเดียนตั้งแต่ 0 ถึง Pi
=ACOT(number)
คำนวณค่า Inverse Hyperbolic Cotangent ของตัวเลข ใช้ในการแก้สมการทางคณิตศาสตร์ที่เกี่ยวกับฟังก์ชันไฮเปอร์โบลิก
=ACOTH(number)
AGGREGATE เป็นฟังก์ชันสารพัดประโยชน์ที่รวม 19 ฟังก์ชันต่างๆ (SUM, AVERAGE, COUNT, MAX, MIN ฯลฯ) แต่มีความสามารถพิเศษคือ สามารถข้าม Error ได้ และข้ามแถวที่ถูกซ่อน (Hidden Rows) ได้ เหมาะสำหรับ Dashboard, รายงาน หรือข้อมูลที่อาจมีช่องว่างและข้อมูลผิดพลาด
=AGGREGATE(function_num, options, ref1, [ref2], ...)
ARABIC แปลงเลขโรมัน (Roman Numerals) เป็นตัวเลขปกติ เช่น MMXXIV → 2024 ใช้ได้กับเลขขนาดใหญ่ถึง 255,000
=ARABIC(text)
ฟังก์ชัน ASIN ใน Excel คำนวณค่า Arcsine หรือค่าผกผันของ Sine เพื่อหามุมจากค่า Sine ที่กำหนด ผลลัพธ์เป็นเรเดียน (หน่วยวัดมุมอีกแบบ) ตั้งแต่ -π/2 ถึง π/2
=ASIN(number)
ASINH เป็นฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์ที่ส่งกลับค่า Inverse Hyperbolic Sine ของตัวเลข ใช้ประโยชน์ในการคำนวณทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม
=ASINH(number)
คำนวณค่า Arctangent ส่งกลับมุมเป็นเรเดียน (-π/2 ถึง π/2) จากค่า Slope หรืออัตราส่วนตัวเลข
=ATAN(number)
คำนวณมุม (Arctangent) จากพิกัด X และ Y โดยระบุตำแหน่งมุมได้ถูกต้องตามทั้ง 4 ช่อง (Quadrant) ด้วยเรเดียน
=ATAN2(x_num, y_num)
ATANH คำนวณค่า Inverse Hyperbolic Tangent ของตัวเลข ซึ่งเป็นค่ากลับของฟังก์ชัน TANH ใช้ในการแก้สมการที่เกี่ยวข้องกับไฮเพอร์โบลิกแทนเจนต์
=ATANH(number)
แปลงตัวเลขฐาน 10 เป็นข้อความในฐานอื่น (Base 2-36) เช่น แปลงเลข 10 เป็นฐานสอง ('1010') หรือฐานสิบหก ('A')
=BASE(number, radix, [min_length])
ปัดตัวเลขขึ้นไปตามตัวคูณที่ระบุ โดยจัดการกับตัวเลขติดลบได้ดีกว่า CEILING ธรรมชาติ เลือกทิศทางการปัดได้
=CEILING.MATH(number, [significance], [mode])
ปัดเศษขึ้นแบบคณิตศาสตร์ให้เป็นจำนวนเต็มหรือตัวคูณของค่าที่ระบุ โดยไม่ว่าค่าจะเป็นบวกหรือลบก็ตาม
=CEILING.PRECISE(number, [significance])
คำนวณจำนวนวิธีจับคู่ (Combination) โดย 'ไม่สนใจลำดับ' (nCr) เช่น เลือกคน 2 คนจาก 5 คนได้กี่แบบ
=COMBIN(number, number_chosen)
ฟังก์ชันที่ใช้หาจำนวนวิธีในการเลือก (Combination) โดยอนุญาตให้เลือกสิ่งของเดียวกันได้มากกว่า 1 ครั้ง
=COMBINA(number, number_chosen)
ส่งกลับค่า Cosine (โคไซน์) ของมุมที่ระบุในหน่วยเรเดียน ใช้สำหรับคำนวณปัญหาตรีโกณมิติในวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม
=COS(number)
คำนวณค่า Hyperbolic Cosine (ไฮเพอร์โบลิก โคไซน์) ของตัวเลขที่ระบุ ซึ่งเป็นฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์ที่ใช้ในงานวิศวกรรม ฟิสิกส์ และการวิเคราะห์ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
=COSH(number)
คำนวณค่า Cotangent ของมุมที่ระบุเป็นเรเดียน โดยเป็นส่วนกลับของ Tangent (COT = 1/TAN = COS/SIN) ใช้ในการแก้ปัญหาทางตรีโกณมิติและงานวิศวกรรม
=COT(number)
ฟังก์ชัน COTH คำนวณค่า Hyperbolic Cotangent (ค่าส่วนกลับของ TANH) สำหรับตัวเลขที่กำหนด โดยใช้สูตร COTH(x) = 1/TANH(x) ซึ่งเป็นฟังก์ชันคณิตศาสตร์ขั้นสูงใช้ในงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม
=COTH(number)
CSC คำนวณค่า Cosecant ของมุม (เรเดียน) ซึ่งเป็นส่วนกลับของ Sine โดย CSC(x) = 1/SIN(x) ใช้ในการคำนวณตรีโกณมิติขั้นสูง
=CSC(number)
คำนวณค่า Hyperbolic Cosecant ของตัวเลข (ส่วนกลับของ SINH) ใช้ในคณิตศาสตร์ขั้นสูงและการวิเคราะห์ฟังก์ชันไฮเปอร์โบลิก
=CSCH(number)
DECIMAL ใช้แปลง “ข้อความตัวเลข” ที่อยู่ในฐานที่กำหนด (radix 2–36) ให้เป็นเลขฐาน 10 เหมาะเมื่อคุณได้รหัส/เลขฐานอื่นจากระบบภายนอก (เช่น Hex หรือ Binary) แล้วต้องการนำมาคำนวณต่อใน Excel
=DECIMAL(text, radix)
แปลงมุมจากเรเดียนเป็นองศา
=DEGREES(angle)
ปัดเศษขึ้นให้เป็นจำนวนเต็มคู่ที่ใกล้ที่สุด โดยปัดขึ้นเสมอตามค่าสัมบูรณ์ (ห่างจาก 0)
=EVEN(number)
ฟังก์ชันที่ส่งกลับค่า e (Euler's number) ยกกำลังด้วยจำนวนที่ระบุ ใช้ในการคำนวณการเติบโตแบบต่อเนื่อง
=EXP(number)
ฟังก์ชัน FACT คำนวณค่าแฟกทอเรียล (Factorial) ของตัวเลข เช่น 5! = 5×4×3×2×1 = 120 ใช้สำหรับคำนวณจำนวนวิธีจัดเรียงและการรวมกัน
=FACT(number)
ฟังก์ชัน FACTDOUBLE ใช้คำนวณค่า Double Factorial (!!) ของตัวเลข เช่น 5!! = 5 × 3 × 1 = 15 หรือ 6!! = 6 × 4 × 2 = 48
=FACTDOUBLE(number)
ปัดเศษลงเป็นจำนวนเต็มหรือทศนิยมตามตัวคูณที่ระบุ โดยมีการควบคุมทิศทางการปัดสำหรับจำนวนลบ
=FLOOR.MATH(number, [significance], [mode])
ปัดเศษลงเป็นจำนวนเต็มหรือทศนิยมตามตัวคูณที่ระบุ โดยทำงานกับทั้งเลขบวกและเลขลบ
=FLOOR.PRECISE(number, [significance])
ฟังก์ชัน GCD หาค่าตัวหารร่วมมากที่สุด (Greatest Common Divisor) ของจำนวนเต็มตั้งแต่ 2 จำนวนขึ้นไป มีประโยชน์ในการลดทอนเศษส่วนและการแยกตัวประกอบ
=GCD(number1, [number2], ...)
INT จะปัดตัวเลขลงไปยังจำนวนเต็มที่น้อยกว่าหรือเท่ากับตัวเลขนั้นเสมอ สำหรับจำนวนบวกจะเหมือนการตัดทศนิยมทิ้ง แต่สำหรับจำนวนลบจะปัดลงให้มีค่าติดลบมากขึ้น (เช่น -5.5 จะเป็น -6)
=INT(number)
ปัดเศษขึ้นตามจำนวนที่มีนัยสำคัญที่ระบุ (มาตรฐาน ISO)
=ISO.CEILING(number, [significance])
ฟังก์ชัน LCM ใน Excel ใช้สำหรับคำนวณค่าคูณร่วมน้อยที่สุด (Least Common Multiple หรือ ค.ร.น.) ของจำนวนเต็มตั้งแต่หนึ่งจำนวนขึ้นไป มีประโยชน์ในการแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการจับเวลาหรือการจัดตารางเวลา.
=LCM(number1, [number2], ...)
ส่งกลับค่าลอการิทึมธรรมชาติ (Natural Logarithm) ของตัวเลขที่ป้อน โดยใช้ค่าคงที่ e (2.71828) เป็นฐาน
=LN(number)
ส่งกลับค่าลอการิทึมของตัวเลขตามฐานที่ระบุ (ถ้าไม่ระบุจะใช้ฐาน 10)
=LOG(number, [base])
ส่งกลับค่าลอการิทึมฐาน 10
=LOG10(number)
MDETERM ใช้คำนวณค่า Determinant (ดีเทอร์มิแนนต์) ของเมทริกซ์ในช่วงข้อมูล/อาร์เรย์ เหมาะกับงานเชิงเส้น เช่น ตรวจว่าเมทริกซ์เป็นเอกฐานหรือไม่ (Det=0) และใช้ประกอบการหาผกผันของเมทริกซ์ร่วมกับ MINVERSE
=MDETERM(array)
ฟังก์ชันที่ใช้หาค่า Inverse Matrix (เมทริกซ์ผกผัน) จากเมทริกซ์สี่เหลี่ยมจัตุรัส สำหรับใช้แก้ระบบสมการเชิงเส้นหรือการคำนวณทางวิทยาศาสตร์
=MINVERSE(array)
คูณเมทริกซ์ 2 ตัวเข้าด้วยกัน
=MMULT(array1, array2)
MOD คืนค่าเศษเหลือจากการหาร มีประโยชน์มากในการตรวจสอบเลขคู่/คี่ สร้างลำดับวนลูป แยกเวลาจากวันที่ และทำ Conditional Formatting สลับสี
=MOD(number, divisor)
ปัดเศษจำนวนให้เป็นค่าที่ใกล้เคียงที่สุดตามตัวคูณที่ระบุ เหมาะสำหรับราคา เวลา และการจัดการหลาย ๆ จำนวนเศษ
=MROUND(number, multiple)
ฟังก์ชัน MULTINOMIAL ใช้คำนวณจำนวนวิธีการจัดเรียงสิ่งของเป็นกลุ่มย่อยต่างๆ โดยใช้สูตร (ผลรวม)! ÷ (จำนวน1! × จำนวน2! × …) ซึ่งมีประโยชน์ในการแก้โจทย์การจัดหมู่และความน่าจะเป็น
=MULTINOMIAL(number1, [number2], [number3], ...)
ฟังก์ชันที่สร้างเมทริกซ์เอกลักษณ์ (Identity Matrix) ขนาด n x n โดยมีเลข 1 ตามแนวเส้นทแยงมุมและเลข 0 ที่ตำแหน่งอื่น ใช้สำหรับการคำนวณพีชคณิตเชิงเส้นและการดำเนินการทางคณิตศาสตร์เมทริกซ์
=MUNIT(dimension)
ODD ใช้ปัดตัวเลขออกห่างจากศูนย์ไปเป็นจำนวนเต็มคี่ที่ใกล้ที่สุด เช่น 1.5 → 3 และ -1.5 → -3 เหมาะกับการทำการปัดตามกฎเฉพาะที่ต้องเป็นเลขคี่เสมอ
=ODD(number)
ฟังก์ชัน PI ส่งกลับค่าคงที่ทางคณิตศาสตร์ π (พาย) ที่มีความแม่นยำสูง ประมาณ 3.14159265358979 ใช้สำหรับการคำนวณวงกลม ทรงกลม และตรีโกณมิติ ฟังก์ชันนี้ไม่ต้องใส่พารามิเตอร์ใดๆ
=PI()
POWER คำนวณค่าการยกกำลังได้ง่ายดาย ทำให้ไม่ต้องใช้เครื่องหมาย ^ ในสูตรที่ซับซ้อน เหมาะสำหรับการคำนวณทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม
=POWER(number, power)
PRODUCT คูณตัวเลขทั้งหมดในช่วงข้อมูลหรือรายการอาร์กิวเมนต์ แทนที่จะต้องพิมพ์ A1*A2*A3*A4 ให้ใช้ =PRODUCT(A1:A4) เท่านั้น
=PRODUCT(number1, [number2], ...)
ส่งกลับผลลัพธ์การหารแบบจำนวนเต็ม (ตัดเศษทิ้ง)
=QUOTIENT(numerator, denominator)